อันตรายจะเกิดขึ้นถ้าใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ถูกวิธี

  1. การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ถูกวิธี การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ถูกวิธี เช่น ใช้สายไฟฟ้าเสียบ แทนเต้ารับหรือการถอดเต้าเสียบโดยจับที่สายไฟฟ้า การใช้ลวดทองแดงมาต่อแทนฟิวส์การใช้งานเช่นนี้ อาจจะเป็นเหตุให้ท่านถูกกระแสไฟฟ้าดูดหรือก่อให้เกิดเพลิงไหม้ได้ ดังนั้นหากพบว่า มีการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ถูกวิธีควรรีบแก้ไขให้ถูกต้องเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน
  2. อุปกรณ์ไฟฟ้าชำรุดไม่แก้ไขควรหมั่นสำรวจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านทุกอย่าง หากพบว่ามีการชำรุดเสียหาย ต้องรีบซ่อมแซม แก้ไขหรือเปลี่ยนใหม่ทันที ทั้งนี้การซ่อมแซม แก้ไข ควรทำโดยช่างที่มีความรู้
  3. เสียบเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายเครื่องจากเต้ารับอันเดียว การใช้เต้ารับตัวเดียวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายเครื่องนั้นไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง เนื่องจากสายไฟฟ้าที่ต่อลงเต้ารับและตัวเต้ารับเองจะรับกระแสมากจนเกินพิกัดทำให้เต้ารับมีความร้อนสูง ซึ่งอาจเกิดการลุกไหม้ได้ หากมีความต้องการใช้เครื่องไฟฟ้าในคราวเดียวกันหลาย ๆ เครื่อง ควรจะแยกเสียบเต้ารับสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละเครื่องจะทำให้เกิดความปลอดภัยมากกว่า
  4. ติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าต่ำเกินไป การติดตั้งเต้ารับไว้ในระดับต่ำเกินไปอาจเกิดอันตรายขึ้นได้ ในกรณีเกิดน้ำท่วมหรือเด็กเล็กอาจเล่นโดยใช้นิ้ว ลวดหรือวัสดุอื่นแหย่เข้าไปในรูเต้ารับทำให้ถูกกระแสไฟฟ้าดูดได้
  5. ซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้าโดยไม่มีความรู้ ในกรณีเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านชำรุดหากท่านไม่มีความรู้ ความชำนาญ ในเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น อย่าทำการแก้ไขเองโดยเด็ดขาดและหากเครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด ขณะกำลังทำงานอยู่ให้รีบถอดเต้าเสียบออกทันทีและแจ้งช่างไฟที่มีความรู้เข้ามาทำการแก้ไขภายหลัง
  6. สายไฟฟ้าที่เปื่อยชำรุดให้รีบแก้ไขหากพบว่าสายไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด เช่น ฉนวนเปื่อยหรือลอก จนเห็นสายทองแดงต้องให้ผู้มีความรู้ด้านไฟฟ้ารีบทำการเปลี่ยนใหม่ทันที แต่หากจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์นั้นควรใช้เทปพันสายไฟฟ้าพันฉนวนส่วนที่ชำรุดไว้ก่อน หลังจากนั้นก็พยายามทำการเปลี่ยนใหม่ให้เร็วที่สุด
  7. การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าประเภทให้ความร้อน เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทให้ความร้อนที่ใช้กันอยู่เป็นประจำภายในบ้าน เช่น กาต้มน้ำ, เตารีด, กระทะไฟฟ้า, เตาไฟฟ้า, อาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้ เมื่อท่านใช้อย่างไม่ระมัดระวัง ดังนั้น ขณะใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าดังกล่าว ควรดูแลใกล้ชิดและอย่าใช้ใกล้กับสารไวไฟ เมื่อใช้งานเสร็จแล้วให้ถอดเต้าเสียบเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นออกทันที
  8. สายไฟขาดอย่าเข้าใกล้ เมื่อท่านพบสายไฟฟ้าขาดห้อยลงมาหรือขาดตกอยู่บนพื้น อย่าเข้าไปแตะต้องเป็นอันขาด เพราะสายไฟที่ขาดนั้นอาจจะมีกระแสไฟฟ้าอยู่และห้ามผู้อื่นเข้าใกล้ด้วย ควรรีบแจ้งช่างไฟฟ้าหรือเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าที่ใกล้ทราบโดยเร็วที่สุด

สีที่เหมาะในการใช้รับสกรีนโลโก้

ข้อสำคัญของการสกรีนเสื้อยืดนั้น นอกเหนือจากการทำบล็อกสกรีนแล้ว สิ่งที่จะขาดไม่ได้ที่จะทำให้การทำเสื้อสมบูรณ์นั้นก็คือ การใช้สีในการสกรีนเสื้อยืดนั่นเอง แต่ว่าการเลือกใช้สีนั้น ก็จะมีความเหมาะสมที่แตกต่างกันไป วันนี้เราจะมาแนะนำสีที่ใช้ในการสกรีนเสื้อกันครับ

ประเภทของสีที่ใช้รับสกรีนโลโก้

สีเชื้อน้ำ สีประเภทแรกที่เราจะอธิบายถึงกระบวนการของมันนั่นก็คือสีประเภท “เชื้อน้ำ”  สีสกรีนโลโก้ประเภทนี้มีคุณสมบัติเป็นตัวทำละลายเนื้อสี และแป้งพิมพ์ให้เป็นเนื้อเดียวกัน สำหรับแป้งพิมพ์สำหรับไว้เป็นส่วนผสมของสีสกรีนนั้น จะมีส่วนผสมที่สำคัญของสาร Binder ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการยึดเกาะ มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มการยึดติดบนเส้นใยของเนื้อผ้าที่จะใช้สกรีน และสำหรับสีเชื้อน้ำนั้นยังแบ่งออกเป็นอีก 4 ประเภทใหญ่ๆคือ

สีสกรีนเสื้อแบบสีจม เนื้อสีชนิดนี้จะมีความละเอียดสูง และสามารถซึมลงไปถึงเส้นใยผ้าได้อีกด้วย มีความโปร่งใส และเมื่อสกรีนเสร็จ หากลองจับดู จะพบว่าเนื้อนั้นเรียบเนียนจนเหมือนกับว่าสีนั้นรวมกันเป็นส่วนเดียวกันกับเส้นใยผ้าไปด้วย

สีสกรีนเสื้อแบบสีลอย เนื้อสีประเภทนี้จะมีความละเอียดน้อยกว่าสีจม แต่เมื่อสกรีนแล้วจะพบว่าเนื้อสีนั้นจะมีความหนามากกว่าแบบสีจม สีประเภทนี้มีความทึบแสง เหมาะที่จะไปรับสกรีนโลโก้ลงบนเสื้อสีเข้มๆ

สีสกรีนเสื้อแบบสียาง สีชนิดนี้มีสรรพคุณเหมือนกับยางยืดนั่นก็คือ มีความยืดหยุ่นสูง มีความเงา  เมื่อลองดึงผ้าที่สกรีนนั้น จะเห็นว่าเนื้อสีที่รับสกรีนโลโก้นั้นยืดออกด้วย และยังมีความสามารถในการเกาะบนเนื้อผ้าที่ดีเหมือนกับสีลอย

สีสกรีนเสื้อแบบสีนูน สีชนิดนี้ เกิดจากการนำสีไปอบด้วยความร้อนสูง และจะทำให้เกิดสีที่มีลักษณะนูนเป็น 3 มิติ

สีพลาสติซอล สีประเภทนี้จะอาศัยน้ำมันเป็นตัวทำละลาย ซึ่งสีพลาสติซอล มีส่วนประกอบมาจาก PVC และ Plasticizer สีประเภทนี้มีการทำปฏิกิริยากับความร้อน จึงทำให้สามารถนำไปเคลือบบนวัตถุต่างๆได้ นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้สีชนิดนี้นิยมนำไปสกรีนเสื้อผ้าได้บนผ้าหลายๆชนิด หรือวัตถุต่างๆ เยื้อสีมีความเงางาม และสดใส ที่สำคัญคือมีความหนาของลวดลายที่เคลือบ เนื้อสีของสีประเภทนี้ เมื่อนำไปสกรีน จะแห้งเมื่อเก็บไว้ในอุณหภูมิประมาณ 130 – 160 องศา http://www.o1case.com/

ประสิทธิภาพของ silica gel ในการใช้งาน

silica gel เป็นสารสังเคราะห์ในรูปของซิลิกอนไดออกไซด์ ที่มีพื้นที่ผิวมากประมาณ 800 ตารางเมตร ต่อ 1 กรัม การดูดความชื้น ของ silica gel เป็นลักษณะทางกายภาพ โดยกักเก็บความชื้นไว้ที่โพรงโครงสร้างด้านใน silica gel ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในบรรจุภัณฑ์ ยาและอาหาร โดยปรกติ ซิลิกา เจล สามารถดูดความชื้นได้ระหว่าง 24-40% ของน้ำหนักตัวเอง และมีประสิทธิภาพสูงสุด ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 c หากอุณหภูมิสูงกว่านี้ ประสิทธิภาพ ในการดูดความชื้นจะลดลงไปเรื่อยๆ และมีโอกาสที่จะคายความชื้น ออกจากตัวเองเช่นกัน โดยเหตุนี้ การใช้ silica gel กับประเทศร้อนชื้น ดังเช่นประเทศไทย จึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิรอบข้างของบรรจุภัณฑ์สินค้า นอกจากนี้การใช้ซิลิกา เจล ในระหว่าง การขนส่งสินค้า ระหว่างประเทศที่มีความผันผวน หรือ ความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิ และความชื้นสัมพัทธ์ของประเทศไทย และประเทศปลายทาง ย่อมมีโอกาส เสี่ยงต่อ การดูดและคายความชื้นของ silica gel เป็นอย่างยิ่ง

silica gel ที่ใช้งานอยู่ทั่วๆไปมี 2 ชนิด คือ เม็ดสีใสๆขนาด 2-5 มิลลิเมตร และเม็ดสีน้ำเงิน ขนาดเท่าๆ กัน คุณสมบัติของซิลิกา เจล ทั้ง 2 ชนิดนี้ แตกต่างกันตรงที่มีการเติม Cobalt Chloride ลงไปทำให้มีสีน้ำเงิน บนเม็ด silica gel สีน้ำเงินนี้ จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพู เมื่อความชื้นสัมพัทธ์ รอบข้าง สูงขึ้นมากกว่า 40% ซิลิกา เจล ชนิดนี้ มีประโยชน์ ในการสังเกต ได้โดยง่ายว่าสินค้ามีโอกาสเสี่ยงต่อความชื้นมากน้อยเพียงไร หาก silica gel ที่ใช้ยังคงมีสีน้ำเงิน หรือ ไม่เปลี่ยนสีมากนัก แสดงว่าความชื้น รอบข้างถูกซิลิกา เจล ดูดไว้ และมีระดับความชื้นสัมพัทธ์ ที่ต่ำ ในทางตรงกันข้าม หากสีของซิลิกา เจล เปลี่ยนเป็นสีชมพู แสดงว่า ความชื้นรอบข้างนั้น มีปริมาณที่สูงเกินกว่าที่ silica gel จะดูด และควบคุมให้อยู่ในระดับที่ต่ำได้

อย่างไรก็ตามการใช้ silica gel ชนิดสีน้ำเงินนี้ ควรระมัดระวังการใช้งานเป็นอย่างยิ่ง เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัยระดับโลกบางแห่ง เช่น European Commission และ International Agent for Research on Cancer ได้จัด cobalt chloride ไว้อยู่ใน ประเภทของสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง (carcinogen) หากสูดดมเข้าไป และอาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้